Memo from my first trip to United States of America.
ACKNOWLEDGEMENT:
Very thank you mom and dad for your supports and encouragement, without you I will absolutely never have this day. Also big thanks to my relatives (including my sisters), all you made me feel like I have a very big warm family. I will do my best and never give up for all you.
To my friends, SciEX and Smoresia, thanks for everything. I really have a very good time with all you. Hoping to see you soon in US.
PREFACE: At the first time, I want to write down my memory of this trip in English. But when I considered to the convenient of the readers, mostly my thai friends, I decided to write this in Thai. In addition, I can express my feeling better in Thai :D
เฮ้อ.. เขียนภาษาไทยได้ซะที
สาดดดดดดดดดด (ตามธรรมเนียม)
หมายเหตุ: บันทึกฉบับนี้ ต้องการสื่ออารมณ์ของกระผม ให้เหมือนกระผมไปนั่งเล่าเรื่อง ซ้ำๆซากๆ ให้พวกเพื่อนๆฟัง (อย่างที่เคยๆเป็น) มากที่สุด ดังนั้นอาจประกอบด้วยคำหยาบคาย และการอุทานอย่างไร้เหตุผล ถ้าทำให้เพื่อนๆเกิดความรำคาญในการอ่าน ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้นะขอรับ
หมายเหตุ(2) -สำคัญมาก- อย่าให้ บิดร มารดา ญาติโก โหติกา ของข้าพเจ้า อ่านบันทึกนี้นะเว้ย สาดดดด (เดี๋ยวกูจะทำอันดีๆให้เค้าอ่านกันเองอีกที เป็น version ครอบครัว) ตอนนี้ทางบ้านเค้ายังเข้าใจว่ากูเป็นเด็กดี เรียนดี เรียบร้อย (ในสายตาเค้า) อยู่ กระผมขอความกรุณาเพื่อนๆ อย่าได้ทำลายความน่าเชื่อถือนี้เลยนะครับ (-/\-)
เริ่มบันทึกเล่าเรื่องการเดินทาง
ก่อนการเดินทางมีเรื่องให้กังวลมากมาย เพราะไม่เคย (เป็นครั้งแรกของผมครับ) และโดนคำแนะนำ (กูถือว่าเป็นคำข่มขู่) ให้ระวังสิ่งต่างๆมากมาย ระหว่างการเดินทาง และการใช้ชีวิตที่ USA เช่น
- ระวังไอ้มืดให้ดีนะ มันค่อนข้างเป็นคนพาล เดี๋ยวโดนมันฆ่าเอา (โห... มันจะเป็นกันทุกคนเลยเหรอเพ่)
- ซื้อเสื้อต้อง cutton 100% เท่านั้น ไม่งั้นอบแล้วหด (อันนี้ขอน้อมรับความเชื่อขอรับ ซื้อแต่ cutton 100% pure เลย)
- ด่านตรวจคนเข้าเมือง USA ตอนนี้เข้ม และซีเรียสมาก ถ้าเค้าสงสัยเรา อาจโดนตรวจภายในได้!!! (อย่าเสียบตูดโผมมมมม)
- เวลามันจะรื้อกระเป๋าเรานะ แม่งรื้อกระจุย แล้วไม่เก็บให้ด้วย
- ห้ามนำผลิตภัณฑ์จำพวกเนื้อหมู หรือเนื้อสัตว์ (ปศุสัตว์) เข้าประเทศ กฏหมายเค้าห้าม ถ้าถูกค้นเจอ โดนยึดลูกเดียว (เลยไม่กล้าขนหมูหยองไปเลย)
- ผลิตภัณฑ์ทางทะเล เอาไปได้ (เลยได้กุ้งแห้งมาสองห่อ อิๆ)
- ไอ้กัน มันสุ่มตรวจกระเป๋า และนักเดินทาง 10% ให้ระวังเอาไว้ว่าจะซวย (สาธุ... อย่าได้โดนกรูเลย, กังวลมาก กลัวมันถามแล้วเราบอกมันไม่รู้เรื่อง)
- ถ้าไม่อยากโดนสุ่มตรวจ ต้องแต่งตัวให้ดูดีเข้าไว้ (เดี๋ยวเล่าให้ฟังว่าดูดีแค่ไหน)
- เมืองคุณอยู่ทางใต้ ไม่หนาวเท่าไหร่หรอก เสื้อกันหนาวบ้านเราก็ใช้ได้แล้ว (น่าเชื่อถือ)
- แต่มันอยู่ทางตอนเหนือของรัฐนะ หนาวเหมือนกันนะเฟ้ย เตรียมพวกเครื่องกันหนาวมาดีๆ (เอ่อ.. เชื่อใครดีวะ)
- อ้วนขึ้นแน่มึง มีแต่อาหารแป้งและไขมันสูง (ม่ายอาววววววว)
- ผอมลงแน่มึง อาหารไม่อร่อย แดกไม่ค่อยลงหรอก (....จะดีใจดีมั้ยเนี่ย)
- ได้รับเงิน $1,000/month ยังไงก็ไม่่มีทางพอหรอก จะพอได้ไง (คิดเหมือนผมเลยครับ จะพอได้ไง)
- ได้รับเงิน $1,000/month เหลือเฟือ เหลือเก็บ ซื้อรถ ซื้อ notebook ใหม่ได้ด้วย (...ทำได้ไงวะ!!??)
- อย่าแลกเงินสดไปเกิน $10,000 นะ เค้าห้าม (ใครจะไปถือเงินสด $10,000 วะ)
- ถือๆไปเถอะ เวลามันถาม ก็อย่าบอกความจริงมันเด่ะ (..น่าสน)
- ถ้าถูกมันจับได้ว่าโกหก มึงเป็นอาชญากรเลยนะเว้ย (โห... เป็นคนดีก็ได้วะ)
- แลกเป็น Traveller Check ดีกว่าปลอดภัย (แม่ง หน้าตาเหมือนธนบัตร เวลาใช้ก็แทบเหมือนกัน แค่มีลายเซ็นกำกับ ถ้าโดนปลอมลายเซ็น ก็ซวยแล้ว ปลอดภัยตรงไหนวะ อีกอย่างมันมีมูลค่าตามธนบัตรเลย คือ $1, $5, $10, $50, $100 ถ้าแลกเยอะ ก็เซ็นขึ้แตก...)
- ถือเงินสดไม่ปลอดภัย เดี๋ยวโดนขโมย (ถ้าโดนขโมย แบบไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้นแหละครับ)
ฯลฯ อีกมากมาย
ทำให้ผมมีความกังวลกับการเดินทางนิดหน่อย เลยจัดเตรียมชุดสำหรับการเดินทางเป็นชุดสูท แล้วก็ผูกไทด้วย ส่วนของที่เตรียมไปก็สบายๆ เป็นเสื้อผ้าซะส่วนมาก กับเครื่องใช้จำเป็นอีกนิดๆหน่อยๆ (ลืมของไปหลายอย่าง แต่เมื่อรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ฮือๆๆ ค้องไปเสียตังซื้อที่ USA)
ออกจากตัวเมืองชลบุรีเวลา 3.50 น. ออกสาย (นัดกันไว้ว่าออก 3.30 น.) ทำให้เริ่มกังวลมากขึ้น เพราะมนโทรมาหาตั้งแต่เวลา 3.30 น. ว่าถึงสนามบินแล้ว มีคนเข้าคิวประมาณ 20 กว่าคนแล้วด้วย แต่พ่อบอกว่าไม่เป็นไร สั่งลูกน้องไว้แล้ว เดี๋ยวเค้าอำนวยความสะดวกให้ ไม่น่าเชื่อว่าพ่อเราจะมีลูกน้องเป็นหัวหน้า ตม. ที่สุวรรณภูมิด้วย (ไปรู้จักกันตอนไหนวะ)
โอ้วพระเจ้าจ๊อด ไม่น่าเชื่อ มาถึงสุวรรณภูมิเวลา 4.30 น. แม่งโคตรเร็วเลย เหมือนใกล้กันนิดเดียว มนบอกว่าให้มาเข้า Entrance 5 แต่บิดาข้าพเจ้าสั่งเลย Entrance 1 ลูกน้องพ่อเค้ารออยู่ที่นั่น เอาวะ ขี้เกียจเถียง ยอมเดินไกลก็ได้ พอลงมาจากรถก็มี ตม. ตรงรี่เข้ามาหาเลย ตัวหัวหน้า (ลูกน้องพ่อผม) ใส่สูทดูเป็นคนธรรมดา แต่ที่ไมธรรมดาคือ เค้าจะมี ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง แต่งชุดคล้ายๆทหารชั้นสูง (ชุดสีน้ำเงิน ลองนึกภาพตามดู) ติดยศเพียบ ทั้งบ่า ทั้งอก อะไรก็ไม่รู้ เต็มไปหมด ท่าทางน่าเกรงขามมาก คนนึงมาเข็นกระเป๋าให้ อีกคนนึงเดินนำพาผมไป counter checkin ของ United Airline นึกภาพเอาเองละกัน แล้วเราก็ใส่สูท เต็มยศเลยนะ ติดกระดุมทุกเม็ด ผูกไทด้วย ถือกระเป๋าโน๊ตบุ๊ก (ทรงมันคล้ายๆกระเป๋าเอกสาร ใบกระทัดรัด--บางคนเรียกว่ากระเป๋าเจมส์บอนด์) เดินตัวตรงๆ แบบมั่นๆหน่อย (แอ๊กเพื่อให้ดูดี ฮ่าๆๆ) แล้วมี ต.ม. เดินตามข้างๆ โห...
เจ็ดโด้ อย่างกับเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของรัฐบาล หรือไม่ก็เจ้าพ่อมาเฟีย ผู้ทรงอิทธิพล หรืออะไรก็แล้วแต่จะคิดเถอะ
แม่ง... มีแต่คนมองทั้งสนามบินเลย
จริงๆแล้วผมเป็นนักเรียนกำลังจะไปเรียนต่อ ไม่ต้องดูแลผมดีขนาดนี้ก็ได้ครับ
ไปถึง Counter Check-In ของ United Airline มีแต่คนอึ้ง ทั้งญาติมน ญาติผม ไอ้ชิต น้องตั๋ม ไอ้นิก ไอ้นุ่น หรือแม้แต่มนเอง ก็อึ้งไปเลย.... แล้วก็โดนแซวซะ....(กูน่าจะใส่เสื้อยืด กางเกงยีน) กรุณาถามบุคคลเหล่านี้ครับ ว่าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549 นี้ผมเป็นอย่างไร
เสร็จแล้วก็ไปต่อแถวรอ check-in ครับ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ทำไมมันนานนักวะ พี่หัวหน้า ต.ม. เค้าเห็นว่านาน ก็เลยเส้น พาเราไป check-in ในแถว business class (ไม่มีปัญญาซื้อ ซื้อได้แค่ economy class เท่านั้นครับ) ถามพี่เค้าว่าไม่เป็นไรเหรอ พี่เค้าบอกว่า แค่นี้เค้าให้พี่ได้อยู่แล้วจิ๊บๆ
Check-in เสร็จก็ออกมาถ่ายรูปกับญาติๆ พ่อแม่ พี่น้อง และเพื่อนฝูงสี่คนที่ไปส่ง (นุ่น นิก ชิต ตั๋ม) ขอบคุณครับที่อุตส่าห์ไปส่ง
แล้วก็ร่ำลากัน เพื่อนๆก็กลับ ญาติๆ ส่วนใหญ่ก็กลับ
สำหรับคนปกติทั่วไป เวลาไปส่งคนที่สนามบิน เราจะไม่สามารถเข้าไปใน zone ที่ผู้โดยสาร check-in เข้าไปได้ แต่พอดีมากับ หัวหน้า ต.ม. ครับ พ่อแม่พี่น้อง ทั้งของผม และของมน ตามกันเข้าไปส่งถึง zone เฉพาะผู้โดยสารเลย ได้ไปนั่ง First Class Lounge ของการบินไทยด้วย (ไม่ได้ขึ้นของเค้าเลยนะเนี่ย) น่าเสียดายที่เราไม่รู้ก่อน จะได้บอกเพื่อนที่ไปส่ง ให้ตามๆกันเข้ามา
เมื่อใกล้เวลาขึ้นเครื่องประมาณ 15 นาที ดันทะลึ่งปวดขี้ ก็เลยต้องไปขี้ตามระเบียบ ขอบอกว่า ห้องน้ำ First Class ของสุวรรณภูมิ มันช่างแตกต่างจากห้องน้ำปกติมาก มันช่างหรูหรา ดูดี มีสไตล์ เหมือนกับ The Siam Paragon เสียเหลือเกิน แต่ ข้อเสียของมันมีดังนี้
1. ไม่มีที่ฉีดตูด
2. มันเป็นส้วมอัตโนมัติ ประมาณว่า ชำระได้เอง ไม่ต้องกด
นี่แหละ climax เราสังเกตุว่า ตอนเรานั่งขี้ มันชำระตัวเองไปสองที เสร็จแล้วเราก็เช็ดตูด และทิ้งกระดาษที่ชำระแล้วไว้ในส้วม (เนื้อเยื่อมันคงไม่ค่อยต่างจากขี้เท่าไหร่ เมือเปื่อยยุ่ย เรารับรองว่าไม่เป็นไรแน่ๆครับ สำหรับการทิ้งกระดาษชำระลงชักโครก)
... แม่ง ทำไมส้วมอัตโนมัติมันไม่ทำงานซะทีวะ...
ลุกก็แล้ว ลองนั่งใหม่แล้วค่อยลุกก็แล้ว เอามือไปบังๆ sensor ก็แล้ว พยายามทุกวิถีทางแล้ว
แต่มันไม่ยอมทำงาน!!!!
โอ้ววววววว สุดหล่อจะทำไงดีเนี่ย ถ้ามีคนเค้าเข้ามาต่อเรา เค้าคงคิดว่า ไอ้นี่ใส่สูทผูกไท ดูดี แต่ขี้แล้วไม่กดชักโครก
โอวววววววว มายยยย ก๊อดดดดดดด
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว จึงกะจังหวะให้ห้องน้ำปลอดคน แล้วค่อยๆย่องตอดออกมา!!! (ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ) ดีนะที่มีแต่กระดาษทิชชู ถ้ามีขี้ด้วย จะบัดซบมาก
เมื่อออกมาจากห้องน้ำ อิ๊กและแอ๋มก็เข้ามาทักทันทีว่าขี้แน่ๆเลย ไปนาน และเราได้รับทราบข้อเท็จจริงจากน้องๆว่าา
น้องๆได้เข้าไปใช้ห้องน้ำก่อนเราประมาณ 2-3 นาที และประสบกับเหตุการณ์เดียวกัน แต่น้องมันฉลาดกว่าเรา มันลองทุกอย่างที่เราลองกับส้วม แล้วไม่ได้ผล มันเลยกด!!!
กดมันไปตรง sensor สีดดำๆ มีไฟแดงๆ เหมือน sensor ที่โถฉี่นี่แหละ!!!
ไอ้เจี้ยเอ๊ยยยยยย ใครจะไปรู้กับมึงวะว่าแม่งเป็นปุ่มด้วย สราดดดดดดดดดดดดด
(แต่เอาเหอะ ไม่มีใครเห็น ฮ่าๆๆๆ)
เมื่อได้ทำเรื่องขายหน้าเรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมที่จะออกเดินทาง บรรดาญาติๆที่ยังอยู่ส่ง เค้าก็ตามๆกันเข้าไปส่ง เวลายังพอมีเหลือ มารดาและบิดาข้าพเจ้าก็เลย shopping ที่ King Power ซะงั้น ไอ้เราก็อยากรีบๆขึ้นเครื่อง กลัวไปสาย แล้วโดนเค้าด่าเอา โชคดีที่ทุกอย่างโอเค
ก่อนเข้า Gate ขึ้นเครื่องต้องผ่าน scanner ปี๊ปๆก่อน พวกญาติๆ และคุณพ่อ คุณแม่ ก็ส่งผมได้แค่นั้น ต่อจากนี้ก็ไปมั่วๆกันเองแล้วครับ โอ้วววว ช่างน่าใจหาย
ด่านแรกเลย ตรวจโลหะ ไอ้เราก็คิดว่าเราถอดทุกอย่างให้เค้า scan ไปหมดแล้ว ทั้งกระเป๋าตัง ยาที่พก ฯลฯ แล้วทำไมมันยังดังอีกวะ ไอ้เครื่องตรวจโลหะที่สุวรรณภูมินี่!!!
ปรกฏว่า ลืมถอดนาฬิกา แหะๆ...
ก่อนขึ้นเครื่องนะครับพี่น้อง ตรวจกันเข้มมาก ถัดจากด่านโลหะมา ก็เจอด่านคุ้ยกระเป๋า เค้าจะถามเราเลยนะว่าไปรับฝากของจากใครมารึเปล่า (ไอ้บ้า จะไปเอาทำมาบ้าอะไรวะ) แล้วก็ค้นกระเป๋าของเราใหญ่เลย ก็ดีนะครับเพื่อความปลอดภัย พนักงานที่เมืองไทยนี่ สุภาพ ยิ้มแย้มมาก ค้นละเอียด แต่ก็สุภาพ
เมื่อตรวจทุกอย่างเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ขึ้นเครื่องบินสายการบิน United Airline ไปที่สนามบิน นาริตะ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้ให้บริการบนสายการบิน United Airline ลำนี้พูดไทยได้ทุกคนเลย (คนไทยด้วยกันทั้งน้าน) รู้สึกดี ยังไม่รู้สึกไกลบ้านเท่าไหร่ เพราะได้ใช้ภาษาไทย พูดคุยกันรู้เรื่อง สบายใจ :D อาหารที่กิน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ไม่ขอเล่าละกัน
เครื่องบินลำนี้ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมงสำหรับการบินไปประเทศญี่ปุ่น รู้สึก น่าเบื่อ มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แม่ง ไม่มีอะไรให้กูทำเลยเว้ย แค่กิน แล้วก็นอน วิทยุก็ฟังได้แบบ ขาดๆ หายๆ ฮือๆๆๆ เบื่อโว้ยยยยยยยยยยย โชคดีที่ได้ที่นั่งแบบ Long Leg คือ ข้างหน้าที่นั่งเราเป็นทางเดินพอดี เลยยืดขาได้ (นึกถึงในโรงหนัง ที่นั่งแถวกลางๆ จะเป็นทางเดิน แล้วเราก็ยืดขาสบายๆ) เลยไม่เมื่อยเท่าไหร่ สบายใจ
ส่วนมน ก็สบายๆ กินๆ นอนๆ (อ้วน) เพราะมันไม่มีอะไรให้ทำ
เมื่อถึงสนามบินนาริตะ เราก็ตามคนหมู่มากไปเลย ฝรั่งมันไปไหน เราไปด้วย คิดว่ามันคงไป USA เสียส่วนใหญ่แน่นอน ฮ่าๆๆๆ ไม่หลงแล้วเว้ย เดินๆไป ก็เจอคนต่อแถวกันอยู่ รู้สึกจะต่อแถวเพื่อ Security Check มั้ง แล้วเราก็เจอเจ้าหน้าที่สนามบินของญี่ปุ่นอยู่คนหนึ่ง ยืนประกาศปาวๆ ว่าต่อแถวสำหรับ connecting flight to Dallas ไอ้เราก็เลยคิดว่าเฮ้ย แล้วกูจะไป Houston นี่ไปไงเนี่ย ก็เลยถามเค้า
โอ้แม่เจ้า ภาษาอังกฤษ สำเนียงญี่ปุ่น ฟังแทบไม่รู้เรื่อง รวมใจความของเอก และมนที่ฟังกันได้ ก็ประมาณว่า ให้ลงไปชั้นล่าง แล้ว take a bus ไป terminal 2 ได้ความแค่นี้แหละ เราก็นี่เลย หาทางลงชั้นล่างใหญ่เลย
ปรากฎว่ามันก็มีแต่ Gate ที่ต่อจากเครื่องบินอ่ะ ไอ้บ้า จะลงไปไงวะ ไอ้ญี่ปุ่นนี่มันเล่นมุขอะไรเนี่ย ไอ้เราก็ใจไม่ค่อยดีแล้ว
โชคดี ฟ้าประทาน My Angel แอร์สายการบิน United Airline (คนไทย) มาให้พวกผม เลยได้คุยภาษาไทยกันได้ความว่า เราต้องไป ต่อแถวเมื่อกี้แหละ เพื่อเป็น security check ก่อนด่านแรก แล้วจะไปไหนต่อ ค่อยไป
โดนญี่ปุ่นหลอก!!!
พอเราเดินมาต่อแถวก็เจอสาวญี่ปุ่นคนเดิม เราก็นึกในใจว่า "แม่ง หลอกกู" มันก็พยักหน้าให้ด้วยนะ ผมตีความว่า "ใช่แล้ว มึงโดนกูหลอก"
แล้วเราก็เดินไปเรื่อยๆตามทางแหละครับ เพื่อให้ถึงที่หมายประตูปลายทาง คนที่นี่ไม่ได้ Anti ภาษาอังกฤษาอย่างที่เราๆคิดกันมากมายนัก ดูเหมือนทุกคนจะพูดอังกฤษได้หมด (สำเนียงอีกเรื่อง) แล้วก็ป้ายบอกทางก็มีภาษาอังกฤษ กำกับเสียส่วนใหญ่ด้วย (ไม่เห็นเหมือนที่ F เล่าเลยวะ)
โชคดีที่มีเวลาเปลี่ยนเครื่องอยู่นานพอสมควร ก็เลยไม่ต้องรีบร้อน ขอบอกว่า เจ้าหน้าที่ที่สนามบิน นาริตะ น่ารักมากครับทุกคนเลยที่เจอ ไม่ใช่หน้าตานะ แต่เป็นการแสดงออกของเค้า เค้าจะสุภาพมาก ไม่ว่าจะพูดอังกฤษได้ หรือไม่ได้ ก็จะสุภาพไว้ก่อน รู้สึกดีจริงๆ (แม้จะหลอกเรา เค้าก็สุภาพ)
คราวนี้ต้องบินจากนาริตะ ไป ฮูสตั้น โดยสายการบิน Continental Airline และได้ขึ้นเครื่อง 777 ทันสมัยกว่า 747 อีก ขอบรรยายความทันสมัยของ 777 ก่อนเลย
บนเครื่อง 777 ชั้น First Class จะอยู่ข้างบน (เข้าไปในเครื่องแล้ว ต้องขึ้นบันไดไปอีก) ห้องส่วนแรกที่เข้าไปของชั้นล่าง (ที่เราขึ้นเครื่องไปอ่ะ) จะเป็น Business Class กว้างขวาง ดูนั่งสบายดี ถัดเข้าไปจะเป็น Economy Class (ชั้นประหยัด สำหรับคนเงินน้อยอย่างกระผม) ทุกๆที่นั่ง จะมี Remote Control หน้าตาเหมือน Joy Stick เครื่อง Play1 ที่ตัดด้ามจับสองข้างออก แล้วขยายให้ยาว มีปุ่ม เหลือง แดง น้ำเงิน เขียว และปุ่มทิศทาง เหมือนกันเลย (มีปุ่ม L-R ด้วย) ส่วนตรงกลางที่ปกติจะเป็นปุ่ม Select-Start ก็กลายเป็นเพิ่มมาอีกหลายๆปุ่ม เพื่อ control Video/Radio แทน ถ้าเรานั่งที่นั่งหน้าสุด จะมีจอ LCD ขนาดประมาณติดตั้งในรถยนต์ที่สามารถยกจากด้านข้างเก้าอี้ได้ (คล้ายๆโต๊ะ Lecture พับได้) ส่วนที่นั่งถัดๆไป ก็จะเห็นจอขนาดเท่ากันที่ฝังอยู่กับเก้าอี้ด้านหน้า (ถ้าเป็นรถ ก็เหมือนกับติดตรงด้านหลังของเบาะหน้า ให้คนข้างหลังดู) ดีมั่กๆ ไม่น่าเชื่อว่า เค้าจะมี Video ให้ดูถึง 10 ช่อง (เปิดจริงๆ 8 ว่างไป 2) วิทยุ 20 ช่อง และสามารถเล่นเกมส์ได้ด้วย!!! (จะเป็นเกมส์ง่ายๆเช่น Solitaire, Chess เป็นต้น
น่าเสียดายที่คราวนี้ผมไม่ได้นั่งที่นั่ง Long Leg แล้ว แต่น่าประหลาดที่มันเมื่อยน้อยกว่าเครื่องที่ขึ้นที่ Narita อีก (มนบอกอย่างนั้น) ตรงที่นั่งเรามีสามที่ ฝรั่งนั่งริมหน้าต่าง แล้วก็ผม แล้วก็มนนั่งติดทางเดิน น่าสงสารฝรั่งที่นั่งริมหน้าต่างมาก เพราะมันตัวโคตรใหญ่เลย ประมาณว่านั่งแล้วฟิตเต็มเก้าอี้เลย แล้วไม่น่าเชื่อว่าตลอดการเดินทาง เค้าไม่ลุกไปไหนเลยนะ นั่งตลอดเลย 12 ช.ม. แม่งโคตรเก่งเลย ไอ้เรานี่ลุกอย่างน้อย 3 ครั้ง
ผมอยากถามเค้ามากเลยว่า Would you like to get up and stretching? แต่ไม่กล้าถาม กลัวมันบอกอย่ายุ่ง แล้วมันก็ไม่ยอมบอกอะไรเราเลยนะ.. สิ่งที่ฝรั่งคนนี้เค้าพยายามทำคือ กินเมื่ออาหารมา แล้วก็นอน เมื่อกินเสร็จ
การบริการของ Continental Airline นี่ประทับใจผมดี ถึงแม้จะไม่นอบน้อมมากมายเหมือนการบินไทย แต่เรารู้สึกได้เลยว่าเค้าให้ความเป็นกันเองกับผู้โดยสารมากๆ ทำให้เรารู้สึกไม่เกร็ง ผมชอบความเป็นกันเองมากกว่าการนอบน้อมเสียอีก
อาหารบนเครื่องก็ อร่อยดีครับ ได้กิน Salmon Steak ที่เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยประเทศไทย (...เค้าไม่ใช้ข้าวญี่ปุ่นเนอะ) บนเครื่องนี้เราได้กินอาหารหลายมื้อครับ เพราะมันบินนาน มื้อหลักเค้าให้ 2 มื้อ แล้วมีมื้ออาหารว่างแทรกประปราย ทุกอย่างดีหมด ยกเว้นอย่างเดียว
พาสต้า
พ่อแม่พี่น้องทั้งหายจงจำไว้ อย่าได้กระแดะสั่ง "พาสต้า" เด็ดขาด เพราะมันแสดดดดด มาก
ในจินตนาการของเรา พาสต้า มันต้องมีเส้นๆ (แล้วแต่ว่าเส้นอะไร เพระคำว่า pasta ก็เหมือน "ก๋วยเตี๋ยว" มันเป็นคำที่ไม่ได้ระบุเส้นและประเภทน้ำซุป น้ำปรุง ฯลฯ ชัดเจน เหมือนก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา มันก็มี ก๋วยเตี๋ยวแห้ง เส้นเล็ก เส้นใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวไก ฯลฯ ไอ้ Pasta นี่ก็เหมือนกัน) เมื่อมีเส้น ก็ต้องมีเนื้อ(หมู/ไก่/ฯลฯ) และเครื่องเคียงพร้อมราดน้ำปรุงรส หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้มันอร่อย (ลองนึกภาพพวก Pasta ของ Pizza Hut บ้านเราสิครับ น่ากินเนอะ)
แต่สิ่งที่ผมเจอคือ....
ตัวส่วนที่เป็นแป้ง (อยากเรียกเป็นเส้น แต่คงเรียกไม่ได้) มันมีหน้าตาเหมือเกี๊ยวเลย เกี๊ยวน้ำเยาราชชัดๆ!!!(หน้าตา) แล้วก็มีผักพวกแครอท/แตงกวา เป็นเครื่องคลุกๆมากับเกี๋ยวนี่แหละ พร้อมราดซอสมะเขือเทศ
หน้าตายังดูค่อนข้างน่ากิน เราจินตนาการไปว่า ข้างในเกี๊ยว ต้องมีเนื้อกุ้ง หรือเนื้อหมู เหมือนเกี๊ยวเยาวราชแน่ๆ
แต่.... เจ็ดโด้วววววววววว
แม่งมีแต่แป้ง แค่ทำหน้าตาเหมือนเกี๊ยวเยาวราชแค่นั้นเอง
ผมกินเกี๊ยวไปสองชิ้น แล้วก็กินแต่ผักอย่างเดียวเลย... แดกไม่ลงจริงๆ
แต่ที่เหลือ คุณทำดีหมดเลยครับ Continental Airline ผมยกนิ้วให้ (เสียดาย มีแต่แอร์แก่ๆทำงานบนเครื่อง แต่ป้าๆทำงานเก่งมากครับ)
ก่อนเครื่องจะบินถึง Houston ประมาณ 1 ชั่วโมง ทางสายการบินจะแจกเอกสารให้เรากรอกก่อนเข้าประเทศ มันเป็นคล้ายๆแบบสอบถามประมาณว่า ขนอะไรมาบ้าง มีเงินมาเกิน $10,000 รึเปล่า อะไรทำนองนี้
ด้วยความกลัวคำขู่จากบรรดาผู้คนทั้งหลาย เราก็เลยกรอกทุกอย่างไปตามความจริงว่าพกเงินมาเกิน $10,000
ขอเล่าเท้าความย้อนหลังนิดหน่อย ตอนแรกผมได้แลกเงินเอาไว้ $6,000 เป็นเงินสด และอี๊อิม ให้เงินสดอีก $1,000 รวมเป็น $7,000 แต่ถือเงินสดมันไม่ค่อยปลอดภัย บิดาข้าพเจ้าเลยตัดสินใจซื้อเงินสด USD ต่อจากข้าพเจ้า แล้วให้เราไปแลกเป็น Draft มาใหม่ แล้วเค้าเพิ่มเงินเข้ามาเพื่อเป็นค่าเรียนและค่าที่พัก ค่ากินของเราเทอมแรกด้วย สรุปแล้วก็กลายเป็นเราถือเงินสด $1,000 เพื่อเดินทางและใช้จ่ายอำนวยความสะดวกสำหรับตอนแรกๆ และ $9,270 เป็น Draft (เกิน $10,000 แล้ว) นอกจากนี้ ยังมี Draft ที่มนใช้ Passport ของเอกแลก (เพราะมนลืมเอา Passport ไป) อีก $4,700 รวมเป็น $13,770 โอ้วแม่เจ้า (เงินสดมีแค่ $1,000 นะจ๊ะ)
นอกจากนี้เค้ายังถามถึงของต่างๆที่เรานำมาด้วย (เค้าใช้คำว่า articles) เป็นเหมือนจำพวกของมีค่ามั้ง (จริงๆแล้วคำว่า Articles มันมีความหมายกว้างมากๆ เราเลยไม่กล้าคิดเอง ว่าเค้าหมายถึงอะไร) โชคดี ถามป้าแอร์ Continental แล้วป้าเค้าบอกว่า แค่พวก Gift หรือของแพงๆ สำคัญๆ เท่านั้น ไอ้พวกจิ๊บๆจ้อยๆ outlets อะไรพวกนี้ ไม่ต้องไป List ให้เค้าหรอก (ยกเว้นว่าจะมีแบบเสื้อตัวละ $1,000 อะไรทำนองนี้) แล้วเค้าก็ให้สรุปประมาณราคาของ Articles ด้วย
สำหรับคนออกจาก US (Departure) เค้าจะถามถึงสรุปราคาของสิ่งที่คุณซื้อออกไป
สำหรับคนเข้า US (Arrival) เค้าจะถามถึงสรุปราคาของสิ่งที่คุณจะ leave (ทิ้ง) ไว้ที่ US
สรุปแล้ว $0 (ป้าแอร์บอกให้กรอก)
กรอกเอกสารเสร็จ เราก็เดินทางมาถึง USA โดยสวัสดิภาพ
ก่อนที่เราจะไป claim กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ จะต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก่อน (ไม่มีหัวหน้า ต.ม. มารับเหมือนขามา ฮ่าๆๆ) สำหรับตรงนี้ ผมเห็น poster ติดตรงใน counter ของ ต.ม. ว่า We are the face of the country. ประมาณว่าเราเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ทำตัวให้ดีๆหน่อย อย่ากระโชกโฮกฮาก
เค้าพูดดีมากๆเลยนะ สบายๆ แต่เค้าถามเรื่องเงินที่ผมบอกในเอกสารไปว่าเกิน $10,000 ก็เลยบอกไปว่าเป็นค่า Living Expense กับค่าเรียน (ใน Draft) ส่วนเงินสดบอกเค้าไปว่ามีประมาณ $1,000 เค้าก็สบายๆ ขลุกขลักนิดหน่อยตรงที่เค้าเปิดหา Visa ผมไม่เจอ (Visa เป็นเหมือน sticker ติดเต็มหน้า ในเล่ม Passport) ไอ้เราก็ไม่เข้าใจ ทำไมแม่งหาไม่เจอวะ เค้าเปิดหาทุกหน้าเลย ยกเว้นหน้า 3 ที่มันมี Visa อยู่ แล้วก็มาถามเราว่า Visa เราอยู่ไหน กำจริงๆ
เสร็จแล้วก็ไปเอากระเป๋าเดินทางเราก็นึกว่าเรื่องเงินเราจบแล้ว แต่มันยังไม่จบ เจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าให้เรา follow the red-line ไป (ฟังดูไม่ค่อยดีเลย) เราก็ follow red-line ไปให้เค้าเช็คละเอียดเรื่องเงินอีกที เค้าก็ขอดู I-20 และ Passport พร้อมทั้งตัว Draft ของเรา แล้วเค้าก็หายไปเช็คอะไรสักอย่าง แล้วเจ๊เค้าก็กลับมาถามชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด เรื่อยเปื่อย แล้วเจ๊คนนี้ก็หา Visa ของผมไม่เจออีกแล้ว (มันอยู่หน้า 3 อ่ะเจ๊ ช่วยหาดีๆหน่อย) ผมก็ต้องเปิดให้เค้าดู พอเค้า clear ผมแล้วท่าทีจากระแวงๆ แบบดูอึดอัดๆ ก็กลายเป็น very friendly ทันทีเลย ไม่น่าเชื่อว่าอารมณ์มันจะเปลี่ยนเร็วขนาดนี้
แล้วเราก็เข็นกระเป๋าเราไปเข้าเครื่องต่อ ตอนแรกก็งงๆ ว่ากูจะไปเข้าเลนไหนเนี่ย แต่เค้าบอกว่าเข้าได้ทุกเลน เข้าๆไปเหอะ (เครื่องเค้าสามารถแยกกระเป๋าจาก bar-code ได้จริงๆ) เดี๋ยวมันจะไปโผล่อีกทีที่ปลายทางเอง ไอ้เจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยยกกระเป๋า แม่งโยนกระเป๋าเราโครมเบ้อเร่อเลย เหมือนไม่พอใจมากๆเลย ที่ต้องมาช่วยกูยกกระเป๋าเนี่ย วันหลังพี่ไม่อยากยก พี่บอกผมก็ได้ครับ เดี๋ยวผมยกเองครับพี่ (โอ้วว ผมผิดไปแล้ว ผมไม่น่าใช้พี่ยกกระเป๋าเลย) ผลจากการโยนกระเป๋า พบว่า กระเป๋ามนเสียหายทั้งสองใบ (ของเอกไม่เสียเลย ฮ่าๆๆๆ) ใบหนึ่ง ขาตั้งหลุดไปอัน อีกใบล้อหัก!!! ไอ้บ้าพลัง
ที่ยิ่งกว่านี้คือ security check point นี่... แสดดดดดดด
มันจะกระโชกโฮกฮาก ไม่สนใจเลยว่าเป็นใครมาจากไหน ทุกคนตีสีหน้าตูดกันหมด ไอ้พวกหน้าตูด!!! แล้วพอมันถามอะไรแล้วเรา pardon me เหมือนฟังมันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันก็จัดการออก Action ทันทีเลย ค้นกระเป๋าแบบไม่ถามต่อ อะไรทำนองนี้
ไอ้ด่านตรวจโลหะนี่ พวกทรัพย์สินต่างๆของเราต้องถอดใส่ตะกร้า แล้วเข้าเครื่อง scan หมด
notebook นี่ห้ามเอาเข้าเครื่อง scan แบบทั้งกระเป๋านะ ต้องเอา notebook ออกจากกระเป๋าก่อน แล้วค่อย scan กระเป๋า แล้วค่อย scan notebook อีกที โอ้ย ระแวงกันสุดๆ
แถมเราต้องถอดรองเท้าให้เค้า scan ด้วย
สำหรับคนใส่สูท ก็ต้องถอดสูทให้เค้า scan
แทบจะเหลือตัวเปล่า.... (ก็เหลือแค่ ถุงเท้า กางเกงใน กางเกง เสื้อ และเนคไท เท่านั้น)
แต่พอเค้า check เรา clear แล้วท่าทีเค้าจะเปลี่ยนไปทันที (อีกแล้ว)
พ่อมึงเถิดดดดดดด ไอ้พวกหน้าตูดเอ๊ยยยยยยยยยย
แค่มึงเช็คกรูเนี่ย ต้องทำหน้าเหี้ย ม ขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้พวกบ้า
บอกกันดีๆ เช็คกันดีๆก็ได้ สราดดดดดดดด
รอให้ verify ว่ากรูเป็นผู้ก่อการร้อยก่อนแล้วค่อยเหี้ย ม กับกรูก็ได้ อ้ายสราดดดดดดด
กรวยยยยยยยยยยย
ไอ้สนามบิน Houston ที่ทำเราแสบมากๆ คือหลังจาก security check point เรากับมนต้องไปที่ terminal B (ตอนนี้อยู่ C หรือ D ประมาณนี้แหละ) ปกติมันให้ขึ้นรถไฟฟ้าเดินสายภายในสนามบินไป ไอ้เราก็เห็นรถมันจอดจะเข้าท่าตั้งนาน ทำไมมันไม่เข้ามาสักทีวะ (หัวรถ มันจ่อตรงประตูทางเข้าแรกพอดี นึกถึงรถไฟใต้ดินก็ได้ คล้ายๆกัน คือจะมีประตูกระจกกั้นอีกชั้น ระหว่างอาคารกับรถ แล้วไอ้ปลายหัวรถนี่มันจ่อเกือบตรงประตูพอดี) แล้วเราก็เห็นคนบนรถไฟด้วย ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่บอกว่า รถเสียแล้ว เพิ่งเสียพอดีเลย (กรวยยยยยยย) เราก็ต้องไปถามทางเค้าอีกที
เส้นทางที่ได้คือ ต้องเดินไป Terminal C ที่ Gate C33 เพื่อที่จะ Catch a Bus (internal bus) ไป Terminal B โอ้ว เวรกรรม แม่งงงงง กว่าจะเดินถึง Terminal C-Gate33 ก็โคตรเมื่อยเลย
ยังไม่พอ เนื่องจากรถไฟมันเจ๊งเลยมีคนรอขึ้นรถบัสเยอะมากๆๆๆๆ เราก็ต้องรอรถคันที่สอง... ดีนะที่รอไม่นานเท่าไหร่
ตอนขึ้นรถบัสมีข้อสังเกตุอยู่อย่าง ฝรั่งที่นี่เค้าจะค่อนข้างขี้โม้ (หมายถึงคุยเก่ง) อย่างเช่นถ้าเค้าประสบชะตากรรมอะไรบางอย่างด้วยกันเช่น รถไฟเสีย เค้าจะคุยกันออกรสออกชาดมาก เหมือนรู้จักกันมาหลายชาติ แล้วเค้าจะร่วมกันด่าและวิพากษ์ วิจารณ์ กับเหตุการเฮงซวยอันนั้น และเค้าจะคุยกันโหวกเหวกโวยวายมากๆเลย
เมื่อขึ้นรถบัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฝรั่งผู้โดยสารท้ายรถก็ตะโกน "Clear on the back" เป็นที่เฮฮามาก
เมื่อมาถึง Terminal B แล้วผมก็ไปตามทางที่เจ้าหน้าที่เค้าบอก คือทางออก B94E ไกลมากกกกกก เลยสาดดดดด เมื่อเราไปถึงตรง gate นี้ก็เจอ counter ของ Continental Airlines ด้วยความเหนื่อย จึงไปหาที่นั่งพักก่อนแล้วค่อยว่ากัน เมื่อค่อนข้างหายเหนื่อยแล้ว เราก็ไปหาเจ้าหน้าที่ที่ Counter เพื่อตรวจสอบ boarding pass (ตั๋ว) ปรากฎว่า เราต้องเดินไปขึ้นเครื่องที่ gate B69 แม่งงงงงงงง เดินไปอีกไกลโขเลย ไอ้เจ้าหน้าที่บัดโซ้บบบบบบบบ
เสร็จแล้วเราก็ไปนั่งพักแถวๆ gate B69 ด้วยความเหนื่อย ที่นี่ได้ขี้หนึ่งครั้ง ห้องน้ำคล้ายๆกับที่เจอที่สุวรรณภูมิ แต่เราได้เรียนรู้แล้ว ไอ้ส้วมอัตโนมัติ แกไม่สามารถทำอะไรเราได้แล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
แล้วเราก็ได้ขึ้นเครื่องไปสนามบิน Monroe ด้วยเครื่องบินเล็ก (เล็กมาก จุได้ประมาณ 60 คนเอง)
เมื่อมาถึง Monroe สนามบินที่นี่ไม่มีงวงช้าง เราต้องลงจากเครื่องบินแล้วเดินเข้าสนามบินเอง
วูบแรกที่สัมผัสอากาศภายนอกอาคาร... หนาวสาดดดดดดด หนาวมั่กๆขนลุกซู่เลย
จาก Monroe ผมต้องเดินทางด้วยรถยนต์ไปที่ Ruston (เมืองที่จะไปเรียน) โชคดีมากที่มีลูกศิษย์อาจารย์ box ไปรับ เป็นคนจีนคนหนึ่ง ชื่อ Yudan และคนอินเดียอีกคนหนึ่งชื่อ Raju
เมื่อเราเจอ Yudan เรารู้สึกได้ทันทีเลยว่า "กูเด็ก" เพราะหน้าตาเด็กเรียนปริญญาเอกที่นี่มัน "แก่" ว่ะ หัวมันล้านๆแล้วเนี่ยคุณ Yudan เนี่ย ส่วน Raju ก็ดูแก่ๆ ผู้ใหญ่ๆ ไม่ค่อยเด็กๆอย่างเราเท่าไหร่
เมื่อรับกระเป๋าเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางไป Ruston ระยะทางจาก Monroe ประมาณ 40 Miles (64 Km กว่าๆ) กระผมรู้สึกว่านั่งรถนานนนนน มาก และสองข้างทางมีแต่ป่า
ป่าๆๆๆๆ และป่า แล้วก็มืดด้วย แสงไฟบนถนนยังแทบไม่มีเลย ในใจยังคิดว่ามันจะพากูไปเรียกค่าไถ่ป่าววะ (แต่ดูหน้าเค้าค่อนข้าง เหลาซิก (ซื่อๆ) คงไม่ทำ)
เสร็จแล้วเค้าก็พาเรามาเจอกับพี่เต้อ (นักเรียนไทย ป.โท ที่อยู่ที่นี่) เค้าเป็นพี่เราสองปี แต่มาเรียน ป.โท อยู่ที่นี่ ตอนแรกก็คุยว่าเราอาจจะไปอยู่ motel แต่ไปๆมาก ก็กลายเป็นมาอยู่ apartment พี่เค้าก่อน ฮ่าๆๆๆ อยู่ฟรีสบายใจ
ในคืนแรก เราก็มาพักที่ apartment พี่เค้านี่แหละครับ ส่วนวันอื่นๆ จะเป็นอย่างไร เด๋วค่อยดูกันอีกที
ก็ขอจบการบันทึก The First USA trip แต่เพียงเท่านี้ ราตรีสวัสดิ์... (ขณะนี้เวลา 2.58 น.)
zzz
ป.ล. ใครอ่านจนจบแล้วไม่ยอมเม้น(comment)ขอให้อึแล้วกดส้วมไม่ลง!!!!
Friday, November 24, 2006
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
17 comments:
Hoping to see you soon in US. <- กรูคงไม่ไปหามึงถึงนั้นหรอกหว่ะ แค่ทำ passport กะขอ visa กรูก็คงเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว ไหนจะเดินทางได้เรื่องมากขนาดน้าน...
เรียนให้จบแล้วกลับมาไวๆ นะแสดดดด ว่าแต่พ่อแม่เอ็งยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จิงของเอ็งอีกรึ ปกปิดเค้ามันไม่ดีนา
แล้วจะกลับมาตอนไหนก็บอกด้วย กรูขอไปรับมั่ง (หลังจากที่ไม่ได้ไปส่ง พลาดเจงๆ... - -")
โชคดีเว๊ย สู้ๆ
-_- ว่าจะเมลไปหาอยู่นะ แต่ทำข้อสอบกับ ruby มันจัด เลยยังไม่ได้เมล
แสดดด (ตามมารยาท)
นี่ดูแกเก็บกดมากนะ เขียนซะยาวเชียว นึกว่าชาดนี้คงไม่มีใครเขียน blog ยาวเท่าเราแล้ว นี่มันล่อซะยาวกว่าเราอีก อยู่ที่ทำงานเลยอ่านแบบเร็ว ๆ ไว้กลับไปอ่านที่บ้านต่อ ดีแล้วที่แกไปถึงโดยปลอดภัย
(แหงซิ มีคนคุ้มกันอะไรจะขนาดนั้นนี่ -_-)
ตัวตนที่แท้จิงน่ะน๊า มันปิดไม่มิดหร๊อกท่าน
เหมือน ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิด
แกก็ตัวใหญ่ ใบบัวคงปิดไม่มิด -- เดี๋ยวมันคงต้อง
มีหลุดออกมามั่งหล่ะ ระวังไว้นะ >_<
โอย ฝอยนานไม่ดี ไว้หลังสอบวันเสาจะกลับมาอ่านอีกทีนะสาดดดดดดด(ตามมารยาท)
ทำไมพี่ดูผาดโผนจัง
แล้วคืนต่อๆ ไปจะไปพักไหนดีละนี่
เหอๆๆ สู้ต่อไป อัพบ่อยๆ
ยาวชิหาย แปะก่อนเด๋วมาอ่าน
ในที่สุดก้ถึงบ้านนอกซะที cograts
แกหาว่าพวกเค้าแก่ แต่ว่า เอ่อ ไม่ทราบว่ายังจำคำถามนี้ได้มั้ยนะ .... "ยังไม่เคยทำงานหรอ" 555
นี่ถือว่าแกหน้าตาอ่อนชั่ยมั้ยกร๊า???
โห พี่ ท่าทางลำบากโครต กว่าจะออกจากสนามบิน กว่าจะถึงที่พัก น่ากัวๆ ดูแลตู* เอ๊ย ตัวเองด้วยนะพี่ ฮ่าๆๆ
สู้ๆคับปู่ฟัก
ปล เขียนได้ฮามากๆ
เล่าโคดฮาว่ะ โชคดีละกันเว้ย ขอหั้ยมีชีวิตรอดกลับมาเจอกรูนะ 55
ยาวสาดดดดดดด...ฮาดี 555 อัพบ่อยๆ กรูออนไลน์ตลอด เวลาเบื่อ จาได้มีไรทำ
อ้วนขึ้นแน่ๆ ทั้งป่าป๊า หม่าม๊าเลย 555555 ยังไม่เจอกรูกันใช่มะ 3เดือน มันล่อกรู 5โล เจอใครก็บอกว่าขึ้นแค่ 5โลเองเรอะ ถือว่าน้อย ระวังไว้ๆ แต่ก็แด๊กๆไปเหอะ มันหนาว(ป่าววะ)
ยาวสาดดดอ่ะ
ถ้าอัพเป็นภาษาปะกิดจะดีกว่านี้ว่ะ เพราะตรูอ่านไม่รู้เรื่อง จะได้ข้ามๆได้ 555
ตอนที่เคยไปเมกาอ่ะ ด่านแม่งโคดโหดเลย เพื่อนเราโดนเรียกไปตรวจเลย ตอนเปลี่ยนเครื่องก็วุ่นวายดีจริง แต่ทุกอย่างถือเป็นประสบการณ์ว่ะ ขากลับแม่งวุ่นวายกว่าตอนเข้าประเทศเค้าซะอีก(พอดีเกิดปัญหานิดหน่อยว่ะ) ขำๆ เว้ย ชีวิตมันต้องขำๆ มีโอกาส ก็ไปเข้า casino ซะนะ (เก็บกดเว้ย ครั้งที่แล้วอายุไม่ถึงว่ะสาดดดดดดดด) Good luck ทั้ง 2 คนนะฮะ จะตั้งใจเรียนตามที่มนบอกนะฮะ ไปแล้วฮะ บ๊ายบายฮะ
- เอิ๊กๆ จั่วหัวสะใจดีนะ โดยเฉพาะหมายเหตุหน่ะ
- โห เอกแม่ง VIP หว่ะ นี่ไปอยู่อเมริกานี่มีคนอารักขาด้วยป่าวเนี่ย?
- นี่แกไปไหนแล้วจะต้องไม่พลาดส้วมเลยนะ --!
- ป๊าม๊าแก shopping ที่ King Power ได้ด้วยเรอะ มันต้องใช้ Broading Pass ไม่ใช่เหรอ? หรือว่าใช้ของแกหว่า?
- คนญี่ปุ่นเค้าอาจจะไม่ได้หลอกแกก็ได้นะ เค้าแค่บอกเยอะไปหน่อย ^^
- Pasta มันมีหลายชนิดน๊า ขึ้นอยู่กับรูปร่างของมัน แต่ที่เราจำได้แม่นและไม่กล้าสั่ง pasta เลยเพราะว่าซอสมันเนี่ยแหล่ะ ตอนไปอิตาลีเจอซอสผักโขมมา อ๊วกมากอ่ะ
- เหอๆ security check นี่ดูสนุกดีนะ แต่เค้ารื้อกระเป๋านี่ทั้งใหญ่และเล็กหมดเลยป่าวอ่ะ?
- แล้วเอกจะเข้าไปอยู่ dorm เมื่อไหร่อ่ะ?
ตั้งใจเรียนจบไวๆ น๊าา แล้วก็ keep contact ด้วยยย
ยาวสาดดดดดดด......ไม่ไหวแล้วววว....เดี๋ยวแอ๊ดไว้ใน Link นะเฟ้ย เขียนมาเล่าบ่อยๆ นะแก จะรอลุ้นว่าแกจะอ้วนขึ้นรึผอมลง (ชั้นเดาข้อแรกว่ะเอก)
เหนื่อยว่ะแก..กว่าจะอ่านจบ เด๋วอ่านอันต่อไปก่อน คิดถึงมนอ่ะ ฝากบอกด้วย ((คิดถึงแกด้วย))
รักษาตัวด้วยนะเว้ย ทั้งคู่เลย..
ปล.บ้านเราไม่ต้องกดน้ำว่ะ ใช้ราดเอา เหอๆ
แกเล่าเรื่องได้ฮาดีว่ะ ชอบๆ ชอบตรงที่บอกว่าจะหลอกยังสุภาพเลยกะตอนขี้กดไม่ลง นึกหน้าแกออกเลยว่ะ ว่ะฮ่ะๆๆ
โอ้ว อิๆๆ เป็นไงล่ะ เจอด่านตรวจเข้าไป จะบอกว่าที่อังกิดก้อหินพอๆกัน ตรวจแม่งทุกอย่าง ของเหลวห้าม อย่างลิปมันก้อเอาขึ้นไม่ได้ กรูล่ะอยากจะกรี๊ด ว่าแต่เรายังไม่เคยไปเมกาเลยอ่ะ หวังว่าวันนึงจะได้ไปยลความงามของมันนะ
นุชชี่เองนะเว้ย
อืมโทษทีที่มาช้าไปหน่อย
อยากบอกนายว่า... เหมือนได้เห็นตัวจริงมีนั่งพูดอยู่ตรงนี้เลยหว่ะ
ก็เราเองโดยส่วนตัวยังไม่เคยไปต่างประเทศอ่ะนะ ดีเหมือนกันที่มาอ่านที่ๆนายเขียนอยู่เนี่ย
แต่มีประสบการณ์นึงอยากเล่าคือเราได้มีโอกาสไปฟังบรรยายทางวิทยาศาสตรืเกี่ยวกับไก่(อ.เราเค้าทำงานอยู่ในกลุ่มวิจัยนี้) ปรากฏว่าคนที่ขึ้นไปพูดเนี่ยเป้นคนญี่ปุ่น ฮ่วยยยย
ไม่อยากบอกว่าฟังไม่ออกเลยว่านี่เค้าพูดภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษอยู่กันแน่ฟระ
แบบสำเนี่ยงเนี่ย...ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอก555
แล้วนี่ถ้าชั้นต้องไปเรียนป.เอกที่ญี่ปุ่นเนี่ยจะเอาตัวรอดได้มั๊ยหน่ะ 555
ก็สู้ๆ ต่อไปเพื่อน ติดต่อเพื่อนๆเยอะๆหน่อยนา
ขอบคุณที่เล่าประสบการณ์ให้ฟังครับ
Post a Comment